ข้ามไปยังเนื้อหา

ลืมเรื่องเล่นครอสเวิร์ดไปเลย! วิจัยชี้ “การท้าทายสมอง” คือกุญแจกันสมองเสื่อม

สุขภาพ
1 ครั้ง
0 ความเห็น
3 นาที
ลืมเรื่องเล่นครอสเวิร์ดไปเลย! วิจัยชี้ “การท้าทายสมอง” คือกุญแจกันสมองเสื่อม
Photo by Anna Shvets on Pexels
By Suphansa Makpayab
TL;DR

งานวิจัยล่าสุดเผย การทำกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อ 'ยืดเหยียดสมอง' เช่น เรียนภาษา เล่นดนตรี หรือดูนก ช่วยสร้างเกราะป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ดีกว่าการทำกิจกรรมเดิมซ้ำๆ พร้อมแนะช่วงวัยกลางคนคือนาทีทองในการเริ่มต้นดูแลตัวเอง

หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำที่ว่าให้ "ออกกำลังสมอง" เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อม (Dementia) ด้วยการนั่งไขปริศนาอักษรไขว้ทุกวัน แต่ความจริงที่แอบแทงใจดำคือ การทำแบบนั้นอาจทำให้เก่งแค่เรื่องอักษรไขว้! งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า สิ่งที่สมองต้องการจริงๆ ไม่ใช่การทำอะไรซ้ำซาก แต่คือการ “การท้าทายสมอง” (Brain Stretching) ผ่านงานอดิเรกและการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่หลากหลายต่างหาก

Andrea Zammit นักประสาทจิตวิทยาจาก Rush University Medical Center ในชิคาโก ได้นำทีมวิจัยติดตามพฤติกรรมของผู้สูงอายุเกือบ 2,000 คน (อายุระหว่าง 53 ถึง 100 ปี) เป็นเวลา 8 ปีเต็ม ผลลัพธ์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neurology เผยให้เห็นว่า กลุ่มคนที่รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ เขียนบทความ เรียนภาษาใหม่ เล่นหมากรุก หรือแม้แต่การเดินชมพิพิธภัณฑ์ จะมีอัตราการถดถอยของสมองช้ากว่า และหากโชคร้ายเป็น Alzheimer's อาการก็จะแสดงออกช้ากว่าคนทั่วไปถึง 5 ปี

แต่ไฮไลต์ที่ทำให้วงการแพทย์ต้องว้าวคือ ผลการชันสูตรสมองของผู้เข้าร่วมวิจัย 948 รายที่เสียชีวิตไปแล้ว พบว่าต่อให้สภาพเนื้อสมองจะมีร่องรอยความเสียหายจากโรค Alzheimer's ชัดเจนแค่ไหน แต่คนที่หมั่นทำกิจกรรมกระตุ้นความคิดมาตลอด กลับยังคงมีความจำและทักษะการคิดที่ดีเยี่ยมก่อนเสียชีวิต นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Cognitive Reserve (ทุนสำรองทางปัญญา) ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างทางเบี่ยงให้เซลล์ประสาททำงานต่อไปได้ แม้ถนนสายหลักจะพังไปแล้วก็ตาม

สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตวัยรุ่นมาแบบปล่อยจอย ก็ยังไม่สายเกินแก้ เพราะช่วงวัยกลางคนถือเป็น จุดเปลี่ยนโครงสร้างสมองที่สำคัญ ในการเริ่มกอบกู้สุขภาพสมองกลับมา Zammit แนะนำว่ากุญแจสำคัญคือการหากิจกรรมที่มีความหมายและทำมันอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่จับจดทำแป๊บๆ แล้วเลิก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าชมรมอ่านหนังสือ เล่นดนตรี หรือแม้แต่ออกไปส่องนก

แน่นอนว่าสุขภาพกายก็ทิ้งไม่ได้ ดร. Ronald Petersen ผู้เชี่ยวชาญด้าน Alzheimer's จาก Mayo Clinic ย้ำว่าการดูแลหัวใจและหลอดเลือดคือการดูแลสมองไปในตัว การควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และ การรักษาการไหลเวียนเลือดในสมอง ล้วนเป็นไฟลต์บังคับ รวมถึงการออกกำลังกายให้เหงื่อออก ซึ่ง การเดินเป็นประจำก็ช่วยชะลอความเสื่อมได้ นอกจากนี้ยังมีทริคเสริมที่คาดไม่ถึงอย่างการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Shingles) ที่งานวิจัยเริ่มชี้เป้าว่าช่วยลดความเสี่ยงสมองเสื่อมได้ด้วย

สรุปแล้วไม่มียาวิเศษขนานไหนที่จะหยุดความแก่ชราของสมองได้ 100% แต่การปรับไลฟ์สไตล์ตั้งแต่วันนี้คือการซื้อเวลาให้สมองอยู่กับเราได้นานที่สุด... รู้อย่างนี้แล้ว เย็นนี้ลองเปลี่ยนจากการไถฟีดโซเชียลแบบเหม่อลอย มาเป็นลงคอร์สเรียนภาษาหรือหยิบหนังสือเล่มใหม่มาอ่านดูบ้าง เผื่อตอนแก่ตัวไปจะได้ไม่ต้องมานั่งถามตัวเองว่า "ฉันเป็นใคร แล้วนี่ที่ไหน?"

ความเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น

เข้าสู่ระบบ

ยังไม่มีความเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นในบทความนี้