ข้ามไปยังเนื้อหา

ครั้งแรกของโลก! ญี่ปุ่นไฟเขียวสเต็มเซลล์ iPS รักษาพาร์กินสัน-หัวใจล้มเหลว

สุขภาพ
1 ครั้ง
0 ความเห็น
3 นาที
ครั้งแรกของโลก! ญี่ปุ่นไฟเขียวสเต็มเซลล์ iPS รักษาพาร์กินสัน-หัวใจล้มเหลว
Image Credit: Cuorips
By Suphansa Makpayab
TL;DR

ญี่ปุ่นสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ อนุมัติการใช้สเต็มเซลล์ iPS เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกของโลก เพื่อใช้รักษาโรคพาร์กินสันและภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นรุนแรง คาดผู้ป่วยจะได้เริ่มใช้งานจริงภายในช่วงซัมเมอร์นี้

ญี่ปุ่นเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการแพทย์ ด้วยการอนุมัติการรักษาโรคพาร์กินสันและภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นรุนแรงด้วยสเต็มเซลล์ (Stem Cell) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการนำเซลล์ต้นกำเนิดแบบ iPS มาใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยคาดว่าผู้ป่วยจะได้เข้าถึงการรักษานี้ภายในช่วงซัมเมอร์ของญี่ปุ่น

บริษัทยา Sumitomo Pharma ได้รับไฟเขียวให้ผลิตและจัดจำหน่าย Amchepry ซึ่งเป็นวิธีการรักษาโรคพาร์กินสันด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เข้าไปในสมองของผู้ป่วยโดยตรง เพื่อรับมือกับโรคที่พรากการควบคุมร่างกายไปจากผู้คนกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นก็อนุมัติ ReHeart แผ่นกล้ามเนื้อหัวใจที่พัฒนาโดย Startup สายการแพทย์อย่าง Cuorips ซึ่งจะเข้าไปช่วยสร้างหลอดเลือดใหม่และฟื้นฟูการทำงานของหัวใจให้กลับมาสูบฉีดได้อีกครั้ง

ความเจ๋งของการรักษานี้อยู่ที่การใช้เซลล์ iPS (Induced Pluripotent Stem Cells) ซึ่งเป็นการนำเซลล์ที่โตเต็มวัยมาปรับสภาพย้อนกลับไปเป็นเซลล์ตัวอ่อน (เหมือนการโคลนนิ่งโดยไม่ต้องใช้ตัวอ่อนจริง ๆ) ทำให้มันสามารถกลายร่างเป็นเซลล์อะไรก็ได้ในร่างกาย เทคโนโลยีนี้ล้ำหน้าจนทำให้ Shinya Yamanaka นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นคว้ารางวัลโนเบลไปครองเมื่อปี 2012

สำหรับการทดสอบทางคลินิกของ Amchepry นำทีมโดยนักวิจัยจาก Kyoto University ได้ทดลองฝังเซลล์ iPS จำนวน 5-10 ล้านเซลล์ ที่ถูกพัฒนาเป็นเซลล์สมองผลิตโดปามีน (Dopamine) เข้าไปในสมองทั้งสองข้างของผู้ป่วยพาร์กินสัน 7 ราย (อายุ 50-69 ปี) ผลปรากฏว่าตลอดการติดตามผล 2 ปี ไม่มีใครพบผลข้างเคียงร้ายแรง แถมผู้ป่วย 4 รายยังมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การอนุมัติครั้งนี้มาในรูปแบบ "เงื่อนไขและจำกัดเวลา" คล้ายกับใบอนุญาตชั่วคราว เพื่อดันให้เทคโนโลยีนี้ถึงมือผู้ป่วยไวที่สุด Kenichiro Ueno รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นถึงกับออกปากว่าหวังให้สิ่งนี้ช่วยบรรเทาทุกข์ให้ผู้ป่วยทั่วโลก ถือเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้วงการแพทย์ แม้จะเป็นความหวังใหม่ที่น่าตื่นเต้น แต่ก็คงต้องจับตาดูกันยาว ๆ ว่าเมื่อลงสนามจริงกับผู้ป่วยจำนวนมากแล้ว ผลลัพธ์จะออกมาปังสมการรอคอย และสามารถหยุดยั้งความรุนแรงของโรคได้เด็ดขาดแค่ไหน

ความเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น

เข้าสู่ระบบ

ยังไม่มีความเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นในบทความนี้