เบื้องหลังความล้ำ! Tesla รับ Robotaxi แอบใช้ 'คน' บังคับทางไกลยามคับขัน

เอกสารจากวุฒิสภาสหรัฐฯ เผยเบื้องหลังรถยนต์ไร้คนขับ หลายค่ายใช้คนช่วยตัดสินใจเวลา AI งง แต่ Tesla พีกสุด เพราะอนุญาตให้พนักงานบังคับพวงมาลัยทางไกลได้โดยตรง ขณะที่ทุกค่ายปิดเงียบว่าต้องใช้คนช่วยบ่อยแค่ไหน
เอกสารชุดใหม่จากการสืบสวนของ Ed Markey วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครต ได้เปิดเผยเบื้องหลังที่หลายคนอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับวงการยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicle) เมื่อ 7 บริษัทชั้นนำอย่าง Tesla, Zoox และ Nuro ออกมายอมรับว่า พวกเขามีโปรแกรม "Remote Assistance" หรือระบบผู้ช่วยทางไกลที่ใช้ มนุษย์ คอยนั่งเฝ้าหน้าจอเพื่อแก้ปัญหาเวลาที่ AI เกิดอาการงง ไปต่อไม่ถูก หรือเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน
แม้การมีคนคอยซัพพอร์ตจะเป็นเรื่องปกติของมาตรฐานความปลอดภัย แต่ข้อมูลที่ทำให้หลายฝ่ายต้องเลิกคิ้วคือ Tesla ดันแหวกแนวไม่เหมือนชาวบ้าน ในขณะที่ค่ายอื่นยืนยันว่าพนักงานทางไกลทำหน้าที่แค่ "ให้คำแนะนำ" แล้วปล่อยให้ซอฟต์แวร์ของรถตัดสินใจเอง แต่ Karen Steakley ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Tesla ระบุชัดเจนว่า ในกรณีที่หาทางออกไม่ได้จริง ๆ พนักงานสามารถ "เข้าควบคุมรถโดยตรง" ได้ชั่วคราวด้วยความเร็วไม่เกิน 2 ไมล์ต่อชั่วโมง และสามารถบังคับรถ Robotaxi ที่บริษัทกำลังทุ่มสรรพกำลังปั้นขึ้นมา ได้ด้วยความเร็วสูงสุด 10 ไมล์ต่อชั่วโมง หากซอฟต์แวร์อนุญาต
สาเหตุที่ค่ายรถไร้คนขับส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการให้คนบังคับพวงมาลัยผ่านอินเทอร์เน็ตโดยตรง เป็นเพราะปัญหาความหน่วงของเครือข่าย (Network Latency) เพียงแค่เสี้ยววินาทีก็อาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้ วิศวกรในวงการถึงกับเอ่ยปากว่า ความปลอดภัยของการขับรถทางไกลนั้นขึ้นอยู่กับความนิ่งของอินเทอร์เน็ตล้วน ๆ อย่างค่าย Waymo เองก็เลือกใช้วิธีให้พนักงานคอยชี้แนะทิศทางเท่านั้น เพื่อแก้ปัญหารถจอดนิ่งจนทำรถติด โดย Waymo มีพนักงานกว่า 70 คนคอยมอนิเตอร์รถ 3,000 คัน และที่น่าสนใจคือพนักงานครึ่งหนึ่งนั่งทำงานอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งวุฒิสมาชิก Markey มองว่าเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น
ประเด็นที่ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องเข้ามาเพ่งเล็ง คือไม่มีบริษัทไหนยอมเปิดเผยตัวเลขเลยว่า AI ของตัวเองต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากมนุษย์ "บ่อยแค่ไหน" ทางด้าน Missy Cummings ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัย George Mason ชี้เป้าตรง ๆ ว่า ที่บริษัทเหล่านี้ปิดปากเงียบ ก็เพราะไม่อยากให้โลกรู้ว่าแท้จริงแล้วระบบของตัวเองยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบแค่ไหน ส่วนฝั่ง Tesla ก็อ้างว่าข้อมูลส่วนนี้คือ "ความลับทางการค้า" ที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน
ท้ายที่สุดแล้ว วุฒิสมาชิก Markey เตรียมผลักดันกฎหมายใหม่เพื่ออุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยนี้ ดูเหมือนว่าภาพฝันของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองแบบ 100% อาจยังต้องใช้เวลาเดินทางอีกพักใหญ่ และในระหว่างนี้ เบื้องหลังความฉลาดล้ำของ AI ก็อาจจะยังมีพนักงานออฟฟิศสักคนนั่งเหงื่อตกช่วยมันหมุนพวงมาลัยผ่านหน้าจออยู่เงียบ ๆ ก็เป็นได้
ความเห็น (0)
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น
เข้าสู่ระบบยังไม่มีความเห็น
เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นในบทความนี้