Microsoft เปิดตัว Maia 200 ชิป AI สาย Inference ท้าชน Amazon-Google เคลมแรงกว่า 3 เท่า

Microsoft เปิดตัว Maia 200 ชิป AI Accelerator รุ่นใหม่ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 3 นาโนเมตร เน้นเจาะตลาดงาน Inference โดยเฉพาะ มาพร้อมประสิทธิภาพที่เคลมว่าแรงกว่า Amazon Trainium รุ่นที่ 3 ถึง 3 เท่า และเหนือกว่า Google TPU รุ่นที่ 7 เตรียมนำมาใช้รันโมเดล GPT-5.2 และบริการ Copilot เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในการประมวลผล
Microsoft ไม่ยอมน้อยหน้าในสงครามชิป AI ล่าสุด Scott Guthrie ผู้บริหารฝ่าย Cloud + AI ได้ประกาศเปิดตัว Maia 200 ชิปเร่งความเร็ว AI (AI Accelerator) รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่องาน Inference หรือการประมวลผลคำตอบโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการให้บริการ AI ในปัจจุบัน โดยชิปรุ่นนี้ถูกผลิตด้วยเทคโนโลยี 3 นาโนเมตรจาก TSMC มาพร้อมหน่วยความจำแบบ HBM3e ขนาดมหึมา 216GB และมีแบนด์วิดท์รับส่งข้อมูลสูงถึง 7 TB/s
ที่น่าสนใจคือ Microsoft กล้าเคลมตัวเลขประสิทธิภาพแบบท้าชนคู่แข่งตรง ๆ โดยระบุว่า Maia 200 มีประสิทธิภาพในการประมวลผลแบบ FP4 (4-bit Floating Point) สูงกว่าชิป Amazon Trainium รุ่นที่ 3 ถึง 3 เท่า และมีประสิทธิภาพแบบ FP8 เหนือกว่า Google TPU รุ่นที่ 7 อีกด้วย นอกจากความแรงแล้ว ยังเน้นเรื่องความคุ้มค่า โดยให้ประสิทธิภาพต่อเงินที่จ่าย (Performance per Dollar) ดีกว่าฮาร์ดแวร์รุ่นปัจจุบันที่ Microsoft ใช้อยู่ถึง 30%
ชิปตัวนี้ไม่ได้ทำมาโชว์สเปกเฉย ๆ แต่จะถูกนำมาใช้งานจริงในโครงสร้างพื้นฐานของ Azure เพื่อรันโมเดลระดับท็อปอย่าง GPT-5.2 จาก OpenAI รวมถึงบริการ Microsoft 365 Copilot และงานสร้างข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic Data) ของทีม Microsoft Superintelligence โดยเบื้องต้นได้เริ่มติดตั้งใช้งานแล้วที่ศูนย์ข้อมูลในรัฐ Iowa และ Arizona สหรัฐอเมริกา
ในเชิงวิศวกรรม Maia 200 ออกแบบระบบเครือข่ายภายในใหม่โดยใช้มาตรฐาน Ethernet ที่ปรับแต่งมาพิเศษ ทำให้ชิปแต่ละตัวสามารถสื่อสารกันได้ด้วยความเร็ว 2.8 TB/s ช่วยให้การขยายสเกลเพื่อรองรับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ทำได้ลื่นไหลและเสถียรขึ้น ลดปัญหาคอขวดในการส่งข้อมูลซึ่งเป็นเรื่องใหญ่สำหรับงาน AI ระดับสเกลยักษ์
สำหรับนักพัฒนาที่อยากลองของ Microsoft ก็เปิดพรีวิว Maia SDK ให้เข้าไปทดลองปรับแต่งโมเดลกันได้แล้ว โดยรองรับเครื่องมือมาตรฐานอย่าง PyTorch และ Triton Compiler เรียกว่าเปิดตัวมาครบวงจรทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ งานนี้ดูเหมือน Microsoft จะเอาจริงเอาจังกับการลดการพึ่งพาชิปจากภายนอก และหันมาสร้างอาวุธของตัวเองเพื่อคุมเกมในระยะยาว
ความเห็น (0)
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น
เข้าสู่ระบบยังไม่มีความเห็น
เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นในบทความนี้