YouTube กางแผนปี 2026 ดัน Creator เทียบชั้นสตูดิโอ พร้อมฟีเจอร์ AI สร้างเกม

Neal Mohan CEO YouTube เผยวิสัยทัศน์ปี 2026 มุ่งเน้นดัน Creator ให้เป็น Media Company, เพิ่มฟีเจอร์ Shopping, จัดการคอนเทนต์ AI ขยะ และเครื่องมือใหม่ให้ผู้ปกครองคุมเวลาดู Shorts ของลูกได้ถึงขั้นปิดการมองเห็น
Neal Mohan, CEO ของ YouTube ออกมาเปิดเผยทิศทางของแพลตฟอร์มในปี 2026 โดยระบุว่าเส้นแบ่งระหว่างเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์กำลังจางลง สิ่งที่น่าสนใจคือ YouTube กำลังมองว่า Creator ไม่ใช่แค่คนทำคลิป User Generated Content (UGC) อีกต่อไป แต่พวกเขากำลังก้าวขึ้นมาเป็น "สตูดิโอ" และดาราหน้าใหม่ที่กำหนดทิศทางความบันเทิงโลก เห็นได้จากการที่ YouTuber หลายคนเริ่มซื้อพื้นที่ระดับสตูดิโอใน Hollywood เพื่อผลิตรายการคุณภาพสูงกันเองแล้ว
ในฝั่งของฟีเจอร์ใหม่ๆ YouTube เตรียมงัดไม้เด็ดออกมาเพียบเพื่อดึงดูดทั้งคนดูและคนทำคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็น Shorts ที่มียอดวิวเฉลี่ยแตะ 2 แสนล้านวิวต่อวัน ก็กำลังจะรองรับฟอร์แมตใหม่อย่าง Image Posts (โพสต์รูปภาพ) เข้าไปในฟีด ส่วน YouTube TV ก็จะเพิ่ม Multiview ที่ปรับแต่งได้เอง และที่พ่อแม่น่าจะถูกใจสุดๆ คือฟีเจอร์ Parental Controls ใหม่ ที่อนุญาตให้ตั้งเวลาการดู Shorts ของลูกหลานให้เหลือ "ศูนย์" ได้เลย เรียกว่าตัดวงจรการไถฟีดแบบไร้สติของเด็กๆ ได้อย่างชะงัด
ข้ามมาดูเรื่องเม็ดเงินกันบ้าง ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา YouTube จ่ายเงินให้ Creator ไปแล้วกว่า US$100 billion (≈ 3.14 ล้านล้านบาท) และในปีนี้จะยิ่งเน้นหนักไปที่ระบบ YouTube Shopping ที่จะทำให้คนดูสามารถกดซื้อของที่ Creator รีวิวได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากแอปฯ รวมถึงการขยายช่องทางรายได้ผ่าน Fan Funding อย่าง Jewels และ Gifts เพื่อให้ Creator สร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากขึ้น
ไฮไลต์สำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเรื่องของ AI ที่ปีนี้ YouTube จะปล่อยของออกมาให้เล่นกันสนุกมือ โดยเฉพาะเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนวงการคอนเทนต์:
สร้าง Shorts โดยใช้ AI จำลองหน้าตาและท่าทางของตัว Creator เอง (Likeness)
สร้างเกมขึ้นมาเล่นได้ง่ายๆ เพียงแค่พิมพ์คำสั่ง Text Prompt
ทดลองสร้างดนตรีประกอบใหม่ๆ ด้วย AI
อย่างไรก็ตาม YouTube ก็ตระหนักถึงปัญหา "AI Slop" หรือคอนเทนต์ขยะคุณภาพต่ำที่เกิดจาก AI โดยยืนยันว่าจะใช้ระบบคัดกรองที่เข้มข้นขึ้น พร้อมทั้งบังคับให้ติด Label ระบุตัวตนหากคอนเทนต์นั้นถูกสร้างด้วย AI เพื่อความโปร่งใส
ปิดท้ายด้วยวิสัยทัศน์ที่มองว่า AI จะเข้ามาเป็นตัวช่วย ไม่ใช่ตัวแทนของมนุษย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงความอยากรู้อยากเห็นเข้ากับความเข้าใจ ผ่านฟีเจอร์อย่าง Ask tool ที่ให้คนดูถามคำถามเกี่ยวกับวิดีโอได้ทันที ดูทรงแล้วปี 2026 น่าจะเป็นปีที่ YouTube พยายามบาลานซ์ระหว่างความล้ำของเทคโนโลยีกับความเป็นมนุษย์ให้ลงตัวที่สุด ส่วนฟีเจอร์ตั้งเวลาดู Shorts เป็นศูนย์นั้น เด็กๆ ทั่วโลกคงต้องเตรียมตัวประท้วงคุณพ่อคุณแม่กันระนาวแน่นอน
(หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยน US$1 เท่ากับ 31.48 บาท)
ความเห็น (0)
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น
เข้าสู่ระบบยังไม่มีความเห็น
เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นในบทความนี้