Waymo จ่อรับเงินทุน 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ดันมูลค่าบริษัททะลุ 1.1 แสนล้าน

Waymo เตรียมปิดดีลระดมทุนรอบใหม่มูลค่ากว่า 5.4 แสนล้านบาท โดยมี Alphabet เป็นหัวเรือใหญ่ ดันมูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 3.7 ล้านล้านบาท พร้อมลุยตลาด Robotaxi เต็มสูบแม้จะเพิ่งสะดุดขาตัวเองช่วงไฟดับที่ผ่านมา
วงการรถยนต์ไร้คนขับกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อ Waymo ผู้ให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) เบอร์ต้น ๆ ของโลก กำลังจะปิดดีลระดมทุนรอบใหม่มูลค่ามหาศาลถึง US$16 billion (≈ 5.44 แสนล้านบาท) ตามรายงานจาก Financial Times ซึ่งเม็ดเงินก้อนนี้จะส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งทะยานไปแตะระดับ US$110 billion (≈ 3.74 ล้านล้านบาท) เรียกว่ากลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่ใครก็มองข้ามไม่ได้
งานนี้ "ป๋าใหญ่" อย่าง Alphabet บริษัทแม่ของ Google (และเป็นผู้ให้กำเนิด Waymo) รับบทสายเปย์ตัวจริงเสียงจริง เพราะมีรายงานว่าเงินทุนกว่า 3 ใน 4 ของรอบนี้มาจากกระเป๋าของ Alphabet เอง ส่วนที่เหลือก็ได้นักลงทุนหน้าใหม่ระดับท็อปอย่าง Dragoneer, Sequoia Capital และ DST Global มาร่วมแจม ผนึกกำลังกับเจ้าเก่าอย่าง Andreessen Horowitz และกองทุน Mubadala จากอาบูดาบีที่ยังคงเชื่อมั่นและลงขันเพิ่ม
แม้ทาง Waymo จะไม่ออกมาคอนเฟิร์มตัวเลขทางการเงินแบบตรง ๆ แต่โฆษกก็ออกมาขิงเบา ๆ ว่าทิศทางบริษัทชัดเจนมาก ด้วยยอดการเดินทางที่ให้บริการไปแล้วกว่า 20 ล้านเที่ยว และยังมีรายได้ประจำปี (ARR) ทะลุ US$350 million (≈ 1.19 หมื่นล้านบาท) เข้าไปแล้ว ซึ่งถือว่าเติบโตขึ้นมากเมื่อเทียบกับรอบ Series C ในปี 2024 ที่ตอนนั้นมูลค่าบริษัทยังอยู่ที่ US$45 billion (≈ 1.53 แสนล้านบาท) เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป แม้จะเพิ่งขยายบริการไปที่ไมอามี แต่ Waymo ก็เพิ่งเจอรับน้องชุดใหญ่ในซานฟรานซิสโก เมื่อเหตุการณ์ไฟดับทำเอารถ Robotaxi จอดนิ่งสนิทจนการจราจรเป็นอัมพาต ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้ยังต้องมีการปรับจูนกันต่อไปเพื่อให้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดีขึ้น
การอัดฉีดเงินก้อนโตขนาดนี้ เป็นสัญญาณชัดเจนว่านักลงทุนยังคงเดิมพันหมดหน้าตักกับอนาคตของ Robotaxi แม้จะมีอุปสรรคระหว่างทางบ้าง แต่ด้วยเงินทุนระดับนี้ Waymo คงพร้อมจะใส่เกียร์เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและความปลอดภัยแบบเต็มสปีด เพื่อครองตลาดการเดินทางแห่งอนาคตให้ได้
ความเห็น (0)
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น
เข้าสู่ระบบยังไม่มีความเห็น
เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นในบทความนี้