Michael Burry เปิดศึกถล่ม Nvidia ชี้ฟองสบู่ AI ใกล้แตก เทียบ Cisco ยุค 90

Michael Burry นักลงทุนดังจาก The Big Short เปิดศึกกับ Nvidia และ Palantir ด้วยการถือ Put Options มูลค่ามหาศาล พร้อมวิจารณ์เรื่องการแต่งบัญชีและเปรียบเทียบสถานการณ์กับ Cisco ยุคฟองสบู่ Dot-com ด้าน Nvidia ออกโรงโต้กลับว่าข้อมูลผิด แต่ตลาดเริ่มจับตาว่าอิทธิพลของ Burry อาจกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายจนฟองสบู่แตกจริงหรือไม่
ช่วงนี้ใครที่กำลังฉลองเทศกาล Thanksgiving อาจจะต้องสะดุ้งกันหน่อย เพราะ Michael Burry นักลงทุนระดับตำนานที่หลายคนคุ้นเคยจากหนังเรื่อง "The Big Short" กำลังเปิดสงครามครั้งใหญ่กับ Nvidia แบบกัดไม่ปล่อย โดยรอบนี้ไม่ใช่แค่การออกมาเตือนเรื่องฟองสบู่ AI (Artificial Intelligence) ธรรมดา แต่เขาเล่นใหญ่ด้วยการถือ Put Options (สัญญาสิทธิในการขาย เพื่อเก็งกำไรขาลง) ในทั้ง Nvidia และ Palantir คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า US$1 billion (≈ 3.2 หมื่นล้านบาท) เดิมพันเต็มตัวว่ายักษ์ใหญ่เหล่านี้จะต้องร่วงลงมา
ความเดือดคือ Burry ถึงขั้นยอมยกเลิกการจดทะเบียนบริษัท Scion Asset Management กับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เพื่อให้ตัวเองหลุดจากกฎระเบียบและสามารถวิจารณ์ได้เต็มปากผ่าน Substack ใหม่ที่ชื่อ "Cassandra Unchained" ซึ่งมีคนยอมจ่ายเงินเข้าไปติดตามกว่า 9 หมื่นคนในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ข้อหาที่เขายัดเยียดให้ Nvidia นั้นรุนแรงมาก ตั้งแต่เรื่องผลตอบแทนพนักงานที่กัดกินกำไรผู้ถือหุ้นไปกว่า US$112.5 billion (≈ 3.6 ล้านล้านบาท) ไปจนถึงการกล่าวหาว่าบริษัท AI ต่างๆ กำลังแต่งบัญชีเรื่องค่าเสื่อมราคา และมองว่า Demand ที่เห็นล้นหลามนั้นเป็นแค่ภาพลวงตาจากการหมุนเงินกันเองในกลุ่ม
งานนี้ Nvidia ที่ปกติจะนิ่งๆ ก็ทนไม่ไหว ต้องส่งจดหมายชี้แจงยาว 7 หน้าตอกกลับทันทีว่าตัวเลขของ Burry นั้น "มั่ว" โดยเฉพาะเรื่องภาษี RSU และยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่ Enron แน่นอน แต่ทาง Burry ก็สวนกลับทันควันว่า "ผมไม่ได้บอกว่าคุณเป็น Enron แต่ผมกำลังเทียบคุณกับ Cisco ช่วงปลายยุค 90 ต่างหาก" ซึ่งเป็นยุคที่บริษัทเทคโนโลยีสร้างโครงสร้างพื้นฐานเกินความจำเป็นจนหุ้นร่วงไป 75% เมื่อฟองสบู่ Dot-com แตก
ประเด็นที่น่าจับตามองคือ อิทธิพลของ Burry อาจจะกลายเป็น "Self-fulfilling prophecy" หรือคำทำนายที่เป็นจริงเพราะคนเชื่อและแห่เทขายตาม เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับ Lehman Brothers ในอดีต แม้ประวัติการทำนายของเขาจะมีทั้งแม่นยำระดับเทพ (วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) และพลาดเป้า (Short Tesla แล้วเจ็บตัว) แต่ด้วยมูลค่าตลาดของ Nvidia ที่สูงถึง US$4.5 trillion (≈ 145 ล้านล้านบาท) การเดิมพันครั้งนี้จึงมีเดิมพันสูงลิบลิ่ว ฝั่งหนึ่งคือบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุค AI ส่วนอีกฝั่งคือนักลงทุนจอมสวนกระแสที่มีโทรโข่งอันใหม่พร้อมตะโกนใส่หน้าทุกคน งานนี้ใครจะอยู่ใครจะไป ต้องรอดูกันยาวๆ
(หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยน 1 USD = 32.38 บาท)
ความเห็น (0)
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น
เข้าสู่ระบบยังไม่มีความเห็น
เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นในบทความนี้