Google ลุย AI การแพทย์ อัปเกรด Fitbit เชื่อมประวัติรักษาได้แล้ว

Google จัดงาน The Check Up โชว์วิสัยทัศน์ใช้ AI ยกระดับการแพทย์ ทุ่มงบกว่า 314 ล้านบาทเทรนหมอยุคใหม่ พร้อมอัปเกรด Fitbit ให้เป็นโค้ชสุขภาพส่วนตัว เชื่อมต่อเครื่องวัดน้ำตาลและประวัติการรักษาได้แบบครบจบ
เรื่องสุขภาพจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เมื่อตัวเป้งแห่งวงการเทคฯ อย่าง Google ขยับตัวครั้งใหญ่ในงาน The Check Up ประจำปี ประกาศนำ AI เข้ามาพลิกโฉมวงการแพทย์แบบจัดเต็ม ตั้งแต่การเทรนหมอไปจนถึงการอัปเกรดอุปกรณ์สวมใส่บนข้อมือ
Dr. Michael Howell (Chief Health Officer ของ Google) เผยว่าเป้าหมายหลักคือการทำให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องและทันเวลา งานนี้ Google.org เลยควักกระเป๋าอัดฉีดเงินกว่า US$10 ล้าน (≈ 314 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนองค์กรต่างๆ ในการปรับปรุงหลักสูตรการแพทย์รับยุค AI นอกจากนี้ยังจับมือกับผู้นำด้านสาธารณสุขในรัฐอาร์คันซอ เพื่อสร้างโมเดลต้นแบบในการยกระดับการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก
ไม่ใช่แค่วงการแพทย์ระดับโปร แต่คนทั่วไปก็เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น บนแพลตฟอร์มวิดีโออย่าง YouTube ที่มียอดวิวคอนเทนต์สุขภาพทะลุ 1 ล้านล้านครั้งไปแล้ว กำลังจะมีปุ่ม Ask บนวิดีโอที่รองรับ ให้ผู้ใช้หรือแม้แต่นักศึกษาแพทย์สามารถสั่ง AI ให้ "อธิบายเรื่องนี้ด้วยภาษาเข้าใจง่าย" ได้ทันที ตอบโจทย์คนอยากรู้แต่ไม่อยากปวดหัวกับศัพท์เฉพาะทาง
ฝั่งอุปกรณ์สวมใส่ก็ไม่น้อยหน้า Fitbit เตรียมปล่อย 3 ฟีเจอร์ใหม่สำหรับ Personal Health Coach (เวอร์ชัน Public Preview) ดังนี้:
- อัปเกรด Sleep Tracking: แม่นยำขึ้น 15% ตรวจจับการตื่นกลางดึกได้ดีกว่าเดิม พร้อมให้คะแนน Sleep Score ที่ละเอียดขึ้น
- เชื่อมต่อ CGM: เริ่มเดือนเมษายนนี้ ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่อง (Continuous Glucose Monitor) ผ่าน Health Connect เพื่อดูว่าการออกกำลังกายหรืออาหารแต่ละมื้อส่งผลต่อน้ำตาลอย่างไร (ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการวิจัย Fitbit ที่ใช้สมาร์ทวอทช์ตรวจจับความดันโลหิตสูงก่อนหน้านี้)
- ดึงประวัติการรักษา: เร็วๆ นี้จะสามารถเชื่อมโยงประวัติการรักษา ผลแล็บ และข้อมูลยา เข้ากับแอป Fitbit ได้โดยตรง เพื่อให้ AI วิเคราะห์และแนะนำการดูแลสุขภาพแบบรู้ใจสุดๆ
โดย Google ย้ำชัดเจนว่าข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลจะถูกเก็บเป็นความลับและไม่นำไปใช้ยิงโฆษณาแน่นอน ดูเหมือนวิสัยทัศน์รอบนี้จะพยายามทำให้ AI กลายเป็นทั้ง "ผู้ช่วยหมอ" และ "โค้ชส่วนตัว" ที่จับต้องได้จริง คงต้องรอดูกันว่าฟีเจอร์ล้ำๆ เหล่านี้จะช่วยให้คนหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น หรือสุดท้ายจะกลายเป็นแค่นาฬิกาปลุกราคาแพงบนข้อมือเหมือนเดิม
ความเห็น (0)
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น
เข้าสู่ระบบยังไม่มีความเห็น
เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นในบทความนี้