ข้ามไปยังเนื้อหา

Okta FY2026 โต 12% แต่ CEO ยังระแวง AI Coding เขย่า SaaS

เทคโนโลยี
1 ครั้ง
0 ความเห็น
5 นาที
Okta FY2026 โต 12% แต่ CEO ยังระแวง AI Coding เขย่า SaaS
Image Credit: Okta
By Suphansa Makpayab
TL;DR

งบออกมาดีกว่าคาดจนหุ้นเด้ง 11% แต่ฝั่งผู้บริหาร Okta ไม่ได้ชิลตามตัวเลข เพราะมองว่า LLM และ vibe coding กำลังทำให้ตลาด SaaS ถูกเขย่าแรงกว่าที่หลายบริษัทอยากยอมรับ

Okta เปิดภาพสองมุมในวันเดียวกันแบบชัดเจน ด้านหนึ่งคืองบปีล่าสุดที่ยังโตแข็งแรง แต่อีกด้านคือ Todd McKinnon ประธานและ CEO ที่ยอมพูดตรง ๆ ระหว่างคอลล์ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ว่าบริษัทอยู่ในโหมด “ระแวง” หลัง AI coding tools และกระแส vibe coding (เขียนโค้ดโดยให้ AI ช่วยเร่งงานแบบปล่อยไหลมากขึ้น) เริ่มทำให้ตลาดซอฟต์แวร์องค์กรไม่นิ่งเหมือนเดิม

McKinnon มองว่า LLM เพียงอย่างเดียวยังยากจะทำซอฟต์แวร์ระดับเดียวกับที่ Okta ขายให้ลูกค้าองค์กรได้ เพราะ SaaS ที่ใช้จริงในงานสำคัญไม่ได้วัดกันแค่สร้างฟีเจอร์ได้ไว แต่ต้องผ่านการ hardening (เสริมความทนทานและอุดช่องโหว่) มาหลายปี มีความเสถียร ขยายระบบได้ และต้องไม่พังตอนแตะข้อมูลละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นของที่ Prompt สวย ๆ ยังเสกแทนไม่ได้ง่ายนัก

ถึงอย่างนั้น Okta ก็ไม่ได้ประมาท McKinnon บอกว่าบริษัทกำลังใช้ทั้ง LLM และเครื่องมือเขียนโค้ดรุ่นใหม่ภายในองค์กร เพื่อให้สร้างของได้เร็วพอ ๆ กับใครก็ตามในตลาด พร้อมย้ำว่า “ของรางวัล” ชิ้นใหญ่จริงอยู่ที่โลกแบบ agentic future ซึ่ง AI Agents จะกลายเป็นแรงงานดิจิทัลส่วนหนึ่งของตลาดรวม หรือ TAM (Total Addressable Market มูลค่าตลาดที่เข้าถึงได้ทั้งหมด)

ความกังวลนี้ไม่ได้มีแค่ Okta เพราะในหมู่นักลงทุนเริ่มมีคำเรียกอย่าง SaaSpocalypse หรือภาพฝันร้ายว่าธุรกิจ SaaS อาจโดน AI บีบมูลค่าจนสะเทือนทั้งอุตสาหกรรม หลังเครื่องมืออย่าง Claude Code และสารพัด AI coding assistant ทำให้คำถามเดิมกลับมาหลอกหลอนอีกครั้งว่า ซอฟต์แวร์องค์กรราคาแพงจะยังป้องกันตัวเองจากโค้ดที่ปั่นได้ไวขึ้นทุกวันอย่างไร โดยหุ้นเทคตัวใหญ่หลายรายอย่าง Microsoft, Oracle, SAP และ Salesforce ต่างก็ร่วงลงเลขสองหลักในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

สำหรับ Okta ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญ เพราะบริษัทวางตัวเองเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน Identity และ Access ของโลก AI Agents ตอนนี้ลูกค้าราว 20,000 รายใช้เครื่องมือของ Okta เพื่อเปิดทางให้ Agents เข้าไปทำงานในพื้นที่อ่อนไหวขององค์กรได้แบบมีสิทธิ์ มีการควบคุม และตรวจสอบย้อนหลังได้

ฝั่งสินค้าที่ Okta กำลังดันแรงมีหลายก้อนหลัก

1. Auth0 for AI Agents ความต้องการกำลังพุ่งขึ้นอย่างชัดเจน

2. Okta for AI Agents โซลูชันสำหรับจัดการตัวตนและสิทธิ์ของ AI Agents ในระบบองค์กร

3. กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ด้าน Identity Security เช่น Okta Identity Governance, Okta Privileged Access, Identity Security Posture Management, Identity Threat Protection, Okta Device Access และ Fine-Grained Authorization ซึ่งรวมกันคิดเป็นราว 30% ของยอดจองในไตรมาส 4

โมเดลคิดเงินสำหรับ Agents ก็ถูกแยกไว้แล้ว 2 แบบ ได้แก่ คิดตามจำนวน Agents ที่มนุษย์หนึ่งคนใช้งาน และคิดตามจำนวนการเชื่อมต่อที่ Agent เข้าไปแตะระบบต่าง ๆ ขององค์กร ฟังดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่จริง ๆ คือสัญญาณว่าบริษัทไม่ได้มอง AI Agents เป็นแค่เดโมบนสไลด์อีกต่อไป มันถูกปักหมุดเป็นธุรกิจจริงเรียบร้อยแล้ว

McKinnon ประเมินว่าตลาด Identity Access ปัจจุบันมีมูลค่าราว US$20 billion (≈ 6.28 แสนล้านบาท) และอาจขยายไปถึง US$80 billion (≈ 2.51 ล้านล้านบาท) หากโลกเทคเดินหน้าเข้าสู่ยุค digital labor เต็มตัว เขายังบอกกับนักวิเคราะห์ด้วยว่าพื้นที่นี้อาจกลายเป็นชิ้นใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของตลาด Cybersecurity ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ด้านตัวเลขการเงิน Okta ปิดปีงบประมาณสิ้นสุด 31 มกราคม ด้วยรายได้รวม US$2.9 billion (≈ 9.11 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 12% และมีกำไรสุทธิ US$235 million (≈ 7.38 พันล้านบาท) บริษัทคาดว่าปีงบประมาณถัดไปจะโตอีก 9% ส่วนตลาดก็ตอบรับทันที เพราะหลังประกาศงบ หุ้น Okta กระโดดขึ้น 11% จากตัวเลขที่ออกมาดีกว่าที่ Wall Street คาด

ก่อนหน้านี้ Shiv Ramji ประธานของ Auth0 ก็เคยชี้ว่า หลายองค์กรยังไม่กล้าปล่อย AI Agents ออกวิ่งเต็มที่ เพราะติดเรื่องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และการมองเห็นว่า Agent แต่ละตัวกำลังทำอะไรอยู่บ้าง ซึ่งนั่นเองเป็นเหตุผลที่ Okta เร่งปั้นสินค้าในกลุ่มนี้ให้เร็วขึ้น

สรุปคือ Okta ยังเชื่อว่าซอฟต์แวร์องค์กรที่ต้องแตะข้อมูลสำคัญจะไม่ถูก LLM กลืนหายไปง่าย ๆ แต่การที่ CEO ออกมายอมรับเองว่าต้อง “ระแวง” ก็สะท้อนชัดว่ารอบนี้ศึกไม่ได้อยู่แค่เรื่องใครเขียนโค้ดได้ไวกว่า แต่อยู่ที่ใครทำให้ระบบปลอดภัย เสถียร และน่าไว้ใจพอจะปล่อยบอทเข้าไปทำงานจริงได้ก่อนกันด้วย ตลาดอาจชอบของเร็ว แต่เวลาระบบพังขึ้นมา คนจ่ายบิลมักหายเร็วกว่าเสมอ

แปลงค่าเงินโดยใช้อัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 31.40 บาท อ้างอิงวันที่ 9 ก.พ. 01:30 UTC

ความเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น

เข้าสู่ระบบ

ยังไม่มีความเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นในบทความนี้