ข้ามไปยังเนื้อหา

ทำไม Productivity Apps ถึงล้มเหลว? เมื่อตัวช่วยจัดระเบียบ กลายเป็นภาระชีวิต

เทคโนโลยี
0 ครั้ง
0 ความเห็น
3 นาที
ทำไม Productivity Apps ถึงล้มเหลว? เมื่อตัวช่วยจัดระเบียบ กลายเป็นภาระชีวิต
Photo by Headway on Unsplash
By Suphansa Makpayab
TL;DR

เคยไหม? โหลดแอปจัดระเบียบชีวิตมาหวังจะ Productive ขึ้น แต่กลับเครียดกว่าเดิม บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าทำไมแอปเหล่านี้ถึง "ล้มเหลว" โดยเฉพาะกับคนที่มีภาวะ ADHD หรือ Burnout พร้อมวิธีแก้ที่ไม่ใช่การหาแอปใหม่ แต่เป็นการใจดีกับตัวเองให้มากขึ้น

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตกอยู่ในวงวนนี้: รู้สึกชีวิตยุ่งเหยิง งานล้นมือ เลยตัดสินใจโหลด Productivity App มาสักตัว (หรือหลายตัว) ด้วยความหวังว่ามันจะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยจัดการชีวิตให้เข้าที่เข้าทาง แต่ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ แอปเหล่านั้นกลับกลายเป็นภาระที่ต้องมานั่งดูแล หรือแย่กว่านั้นคือกลายเป็นเครื่องมือสร้างความรู้สึกผิดเมื่อเราทำตามเป้าหมายไม่ได้

Megan Ellis นักเขียนจาก Android Authority ได้แชร์ประสบการณ์ตรงในฐานะผู้ที่มีภาวะ ADHD (สมาธิสั้น), ไมเกรนเรื้อรัง และอาการ Burnout เธอพบว่ายิ่งพยายามใช้แอปช่วยจัดการงานมากเท่าไหร่ ชีวิตกลับยิ่งวุ่นวายและเครียดขึ้นเท่านั้น

ปัญหาหลักที่พบเจอไม่ใช่เพราะเราขี้เกียจ แต่เป็นเพราะการออกแบบของแอปเหล่านี้:

  • ความยุ่งเหยิงของ UI: แอปอย่าง TickTick หรือ Asana เมื่อใช้งานไปนานๆ จะเต็มไปด้วยการแจ้งเตือนและลิสต์งานที่ค้างคา จนผู้ใช้ไม่อยากแม้แต่จะเปิดแอปดู
  • ภาระงานที่เพิ่มขึ้น: แอปอย่าง Notion ที่เคลมว่ายืดหยุ่นสุดๆ กลับกลายเป็นว่าต้องใช้เวลาเรียนรู้และตั้งค่ามหาศาล เหมือนต้องทำงานเพิ่มอีกหนึ่งจ็อบเพื่อมาจัดการงานหลัก
  • สูตรสำเร็จที่ไม่ตอบโจทย์ทุกคน: เทคนิคยอดฮิตอย่าง Pomodoro (ทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที) อาจดีสำหรับบางคน แต่สำหรับคนที่มีภาวะ ADHD หรือ Autism การถูกขัดจังหวะตอนกำลัง Hyperfocus คือหายนะที่ทำให้งานสะดุดทันที

นอกจากนี้ ตลาดแอปพลิเคชันยังเต็มไปด้วยกับดักทางการตลาด โดยเฉพาะแอปที่อ้างว่า "ออกแบบมาเพื่อ ADHD" อย่าง Fabulous หรือ Neurolist ที่มักจะให้ทำแบบสอบถามยาวเหยียด (ที่ดูเหมือนจะวิเคราะห์เรา แต่จริงๆ แค่เก็บข้อมูล) ก่อนจะตบด้วย Paywall ให้จ่ายเงิน หรือแนะนำเป้าหมายพื้นฐานอย่าง "ดื่มน้ำ" ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา Task Paralysis (อาการตัวแข็งทำอะไรไม่ถูกเมื่องานเยอะ) ได้จริง

หากใครสนใจวิทยาศาสตร์เบื้องหลังว่าทำไมแอปพวกนี้ถึงดึงดูดเราได้ในช่วงแรก แนะนำให้อ่านเรื่อง Focus Apps ช่วยเพิ่ม Productivity ได้จริงหรือ? ที่เจาะลึกเรื่องกลไกจิตวิทยาไว้อย่างน่าสนใจ

ทางออกคืออะไร?

สิ่งที่ Megan ค้นพบคือ "ความเมตตาต่อตัวเอง" (Self-compassion) เลิกกดดันว่าต้องทำทุกอย่างให้เสร็จตามตารางเป๊ะๆ และเปลี่ยนมาใช้ระบบผสมผสาน (Hybrid System) แทน:

  1. แยกแอปตามความด่วน: ใช้แอปหนึ่งสำหรับงานด่วนที่ต้องแจ้งเตือนจริงๆ (เช่น TickTick) และใช้อีกแอปสำหรับจดสิ่งที่ต้องทำทั่วไปแบบไม่ต้องมี Deadline มากดดัน (เช่น Super Productivity หรือสมุดโน้ต)
  2. ยอมรับความจริง: Productivity ไม่ใช่แค่เรื่องของ "พลังใจ" แต่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและปัจจัยแวดล้อม การยอมรับว่าวันนี้เราทำไม่ไหว แล้วเลื่อนงานออกไป ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัด

สุดท้ายแล้ว เครื่องมือที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่แอปที่ฟีเจอร์เยอะที่สุด แต่เป็นระบบที่ยืดหยุ่นพอจะรองรับความเป็นมนุษย์ของเรา ในวันที่ร่างกายและสมองไม่พร้อมจะ Productive แบบหุ่นยนต์

ความเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น

เข้าสู่ระบบ

ยังไม่มีความเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นในบทความนี้