PlayStation แอบใส่ระบบ DRM บังคับต่อเน็ตทุก 30 วัน ซ้ำรอย Xbox ปี 2013?

PlayStation เพิ่งอัปเดตระบบใหม่ บังคับให้ผู้เล่นเกมดิจิทัลต้องต่ออินเทอร์เน็ตทุก 30 วันเพื่อยืนยันสิทธิ์ ไม่เช่นนั้นจะเข้าเกมไม่ได้ ทำเอาหลายคนนึกถึงฝันร้ายของ Xbox One ในปี 2013 แล้วเรายังเป็นเจ้าของเกมที่ซื้อมาจริงๆ หรือเปล่า?
ดูเหมือนว่าสงครามคอนโซลจะกลับมามีประเด็นให้ถกเถียงกันอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่า PlayStation แอบเพิ่มระบบ DRM เข้ามาเงียบๆ บังคับให้ผู้เล่นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทุกๆ 30 วันเพื่อยืนยันสิทธิ์การเล่นเกมแบบดิจิทัล
เรื่องนี้ถูกจุดประเด็นโดยยูทูบเบอร์ชื่อ Spawnwave ที่ได้ทำการทดสอบและพบว่า ตัวเครื่องมีการเช็คสถานะออนไลน์จริงๆ นอกจากนี้ยังมีข้อความอ้างอิงจากฝ่ายสนับสนุนของ PlayStation ระบุว่า เกมดิจิทัลที่ซื้อหลังจากการอัปเดตระบบในเดือนมีนาคม 2026 จะถูกผูกกับระบบนับเวลา 30 วัน หากเครื่องคอนโซลไม่ได้ต่อเน็ตเลยภายในระยะเวลาดังกล่าว ไลเซนส์เกมจะหมดอายุชั่วคราวและไม่สามารถเข้าเล่นได้จนกว่าจะกลับมาออนไลน์อีกครั้ง
เหตุการณ์นี้ทำเอาเกมเมอร์รุ่นเก๋าหลายคนเกิดอาการเดจาวู นึกย้อนไปถึงฝันร้ายของ Xbox One ในปี 2013 ที่ Microsoft เคยพยายามยัดเยียดระบบ DRM บังคับต่อเน็ตทุก 24 ชั่วโมงจนโดนด่าเปิงและต้องถอยทัพแทบไม่ทัน ตลกร้ายก็คือ ในขณะที่ ซีอีโอคนใหม่ของ Xbox อย่าง Asha Sharma กำลังเดินหน้าเอาใจชุมชนเกมเมอร์อย่างเต็มที่ กลับกลายเป็นฝั่ง Sony ที่ดูเหมือนจะเดินถอยหลังไปใช้ระบบที่คนเคยเกลียดซะอย่างนั้น
แม้ว่าระยะเวลา 30 วันจะดูใจกว้างกว่า 24 ชั่วโมงของ Xbox ในอดีตมาก และในยุคปัจจุบันที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงง่าย การต่อเน็ตเดือนละครั้งคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับคนส่วนใหญ่ (แถมมีคนตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นมาตรการป้องกันการเจาะระบบเครื่อง หรือ Jailbreak) แต่ประเด็นที่แท้จริงคือเรื่องของการเป็นเจ้าของและอนาคตของเกม (Futureproofing)
ลองจินตนาการดูว่าในอีกหลายสิบปีข้างหน้า หาก Sony ตัดสินใจปิดเซิร์ฟเวอร์ยืนยันสิทธิ์นี้ไป เกมดิจิทัลทั้งหมดที่สะสมไว้ในเครื่องก็อาจกลายเป็นเพียงไฟล์ขยะที่เปิดเล่นไม่ได้ ต่างจากฝั่ง Xbox ในปัจจุบัน (หากตั้งเป็น Home Console) หรือ Steam ที่อนุญาตให้เล่นเกมเล่นคนเดียวแบบออฟไลน์ได้ตลอดไปหลังจากตั้งค่าครั้งแรกเสร็จสิ้น
ทางสื่อต่างประเทศได้ติดต่อไปยัง PlayStation เพื่อขอความชัดเจนว่านี่คือความตั้งใจหรือเป็นแค่ Bug ของระบบกันแน่ คงต้องรอติดตามคำตอบกันต่อไป แต่นี่ก็เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า ในยุคดิจิทัลที่เรากดซื้อเกมกันอย่างเมามันส์ บางทีเราอาจไม่ได้เป็นเจ้าของมันจริงๆ ทำได้แค่เช่าสิทธิ์ในการเล่นตราบเท่าที่เซิร์ฟเวอร์ยังอนุญาตเท่านั้นเอง
ความเห็น (0)
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น
เข้าสู่ระบบยังไม่มีความเห็น
เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นในบทความนี้