ข้ามไปยังเนื้อหา

สงครามไซเบอร์! แอปสวดมนต์อิหร่านเด้งเตือน "ยอมแพ้ซะ" ช่วงโดนถล่ม

สุขภาพ
9 ครั้ง
0 ความเห็น
3 นาที
สงครามไซเบอร์! แอปสวดมนต์อิหร่านเด้งเตือน "ยอมแพ้ซะ" ช่วงโดนถล่ม
Photo by methodshop on Pixabay
By Suphansa Makpayab
TL;DR

ชาวอิหร่านผวาหนัก แอปบอกเวลาละหมาดยอดฮิต "BadeSaba" ถูกแฮก ส่งข้อความไซโคให้ทหารยอมแพ้และวางอาวุธ ท่ามกลางปฏิบัติการโจมตีทางอากาศจากอิสราเอลและสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญชี้เป็น Cyber Warfare ระดับรัฐต่อรัฐที่วางแผนมาอย่างดี

กลายเป็นเช้าวันที่โกลาหลสุดขีดในกรุงเตหะราน เมื่อชาวอิหร่านต้องตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงระเบิดจากการโจมตีทางอากาศร่วมกันของอิสราเอลและสหรัฐฯ แต่สิ่งที่หลอนประสาทผู้คนยิ่งกว่าเสียงระเบิด คือสิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าจอสมาร์ทโฟนของพวกเขา

แทนที่จะเป็นการแจ้งเตือนข่าวสารจากรัฐบาล หรือเสียงเตือนภัยปกติ กลับกลายเป็นว่าแอปพลิเคชันบอกเวลาละหมาดชื่อดังอย่าง BadeSaba Calendar ซึ่งมียอดดาวน์โหลดบน Google Play Store มากกว่า 5 ล้านครั้ง ดันเด้งแจ้งเตือนรัวๆ ด้วยข้อความชวนขนลุก

แฮกแอปสวดมนต์ ไล่ทหารไปวางอาวุธ
ในช่วงเวลาประมาณ 9:52 น. ตามเวลาท้องถิ่น (หลังจากระเบิดลูกแรกทำงานไม่นาน) ผู้ใช้งานแอป BadeSaba ได้รับข้อความแจ้งเตือนที่มีหัวข้อว่า "ความช่วยเหลือมาถึงแล้ว" (Help is on the way) แต่เนื้อหาข้างในกลับเป็นการทำสงครามจิตวิทยา (PSYOP) แบบเต็มสูบ

ข้อความดังกล่าวระบุเป็นภาษาฟาร์ซี แปลใจความได้ว่า "ถึงเวลาล้างแค้นแล้ว กองกำลังที่กดขี่ประชาชนจะต้องชดใช้... ใครที่ยอมวางอาวุธและเข้าร่วมกับกองกำลังปลดปล่อยจะได้รับนิรโทษกรรม" โดยเป้าหมายของข้อความพุ่งเป้าไปที่ทหารในกองทัพอิหร่านโดยตรง ให้แปรพักตร์เพื่อแลกกับความปลอดภัย

ไม่ใช่ฝีมือมือสมัครเล่น
แม้จะยังไม่มีกลุ่มแฮกเกอร์ไหนออกมาเคลมผลงาน (Credit) ว่าเป็นคนทำ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity อย่าง Morey Haber จาก BeyondTrust ฟันธงว่านี่ไม่ใช่การแฮกขำๆ แบบ Smash-and-grab แต่น่าจะเป็นปฏิบัติการระดับรัฐต่อรัฐ (Nation-state) ที่มีการวางแผนเจาะระบบล่วงหน้ามานานแล้ว และเลือกกดปุ่มปล่อยของ (Payload) ให้ตรงกับจังหวะที่มีการโจมตีทางกายภาพพอดีเป๊ะ

ตัดเน็ต ตัดการสื่อสาร
นอกจากสงครามประสาทผ่านแอปแล้ว สถานการณ์อินเทอร์เน็ตในอิหร่านก็เข้าขั้นวิกฤต ข้อมูลจาก NetBlocks ระบุว่า Traffic การใช้งานเน็ตในประเทศร่วงเหลือแค่ 4% เท่านั้น Data Center หลักๆ เชื่อมต่อกับโลกภายนอกไม่ได้ ทำให้ประชาชนตกอยู่ในภาวะ "Digital Blackout" ไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือหรืออัปเดตสถานการณ์จริงให้โลกภายนอกรับรู้ได้เลย

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า สงครามยุคใหม่ไม่ได้วัดกันแค่ที่อำนาจการทำลายล้างของขีปนาวุธ แต่ยังรวมถึงการยึดพื้นที่บนหน้าจอมือถือเพื่อบั่นทอนขวัญและกำลังใจของฝ่ายตรงข้ามด้วย เรียกว่าตื่นมาสวดมนต์ก็ยังไม่วายโดนไซโคกันถึงที่นอนเลยทีเดียว

ความเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น

เข้าสู่ระบบ

ยังไม่มีความเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นในบทความนี้